วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่าน เราจะนำเสนอเรื่องราวของแมวที่ทาสแมวหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ ทั้งเรื่องของสายพันธุ์แมวที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จัก นิสัยแปลกๆของแมว วิธีเลี้ยงดูเอาอกเอาใจแมว อาหารที่เจ้าเหมียวกินไม่ได้ และสายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทยเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับทาสที่กำลังหาข้อมูลสายพันธุ์แมวที่ใช่สำหรับตัวเอง

             

10  สายพันธุ์แมวแปลก


ภาพแมวที่นำมาฝากวันนี้เป็นแมวที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างแปลกกว่าที่เคยพบเห็นทั่วไปมีทั้งที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม บางสายพันธ์เกิดจากการผสมข้ามพันธ์

😸  อันดับ 1 Sphynx




sphynx



เป็นแมวหน้าตาแปลกที่รู้จักกันทั่วไป ลักษณะสำคัญของมันคือตาโตและไม่มีขน หลายๆ คนคิดว่าเมื่อมันไม่มีขนจะทำให้ดูแลง่ายและไม่มีขน


😸  อันดับ 2 Ukrainian Levkoy




Ukrainian  Levkoy



ลักษณะคล้ายๆ กับแมวพันธ์ Sphynx แต่ตาจะเรียวยาวและหูพับลง มันเป็นแมวที่เชื่องและเป็นมิตรกับคน


😸  อันดับ 3 Cornish Rex



Cornish  Rex

มีขนที่อ่อนนุ่มปกคลุมผิวหนัง มีหูตั้งตรงโหนกแก้มสูง แก้มบุ๋ม เอวคอด ขายาว  แมวพันธ์นี้ผสมขึ้นครั้งแรกที่เมือง Cornwall

😸  อันดับ 4 Scottish Fold


Scottish  Fold


เป็นแมวรักความสงบ กระดูกส่วนหูของแมวพันธ์นี้มีรอยพับ ทำให้ดูเหมือนมีหูขนาดเล็กมาก ตาเล็ก ขนนุ่มและค่อนข้างสั้น หัวกลม

😸  อันดับ 5 Exotic Shorthair


Exotic  Shorthair

   มึขนสั้นและนุ่มเป็นพิเศษ มีรูปหน้ากลมแบน  หัวกลม หูเล็กและรูปร่างอ้วน เกิดจากการผสมของแมวพันธ์ Persians และ  American Shorthairs เป็นแมวที่เลี้ยงยากมาก เนื่องจากหน้าที่แบนทำให้เกิดคราบสกปรกที่เกิดจากน้ำตาบนใบหน้าได้ง่ายและยังเป็นโรคไซนัสได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ประมาณ 40-50% ของแมวพันธ์นี้มีโอกาสเกิดโรคไต และไม่มีทางรักษา

😸  อันดับ 6 Munchkin


Munchkin


ลักษณะพิเศษคือมีขาที่สั้นมาก เกิดจากการเพาะพันธุ์ให้เกิดความ ผิดปกติทาง DNA 

😸  อันดับ 7 Peterbald


Peterbald

มีลำตัวผอมยาว มีหูขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะไม่มีขน นิ้วเท้าจะมีลักษณะเป็นพังผืดคล้ายตีนเป็ด ทำให้มันสามารถหยิบจับสิ่งของหรือแม้แต่เปิดสลักประตู

😸  อันดับ 8 Savannah cat

Savannah  cat

เกิดจากการผสมระหว่างแมวพื้นบ้านกับแมวป่าจากอาฟริกาพันธ์ Serval  ทำให้มันมีลักษณะของแมวป่า มีตาเหมือนเสือชีต้าร์ หูย้อนไปด้านหลัง ชอบเล่นน้ำ มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของ บางตัวสามารถฝีกจนสามารถล่าสัตว์ได้เหมือนสุนัข

😸  อันดับ 9 LaPerm

LaPerm

  เป็นแมวที่มีขนมาก มีทั้งขนตรง ขนสั้น ขนที่ขดเป็นเกลียว ขนเป็นลอน และขนยาว ขึ้นปนกันไปทั่ว  บางตัวเกิดมาไม่มีขน บางตัวจะมีการผลัดขนหลายๆ ครั้งในรอบชีวิต

😸  อันดับ 10  Elf Cat

Elf  Cat
เกิดจากการผสมระหว่างแมวพันธ์ Sphynx กับ American Curl  ทำให้ได้แมวที่หน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาด ตาโต หูขนาดใหญ่ที่กระดกขึ้น เป็นแมวไม่มีขน ทีมีความเป็นมิตร

15 วิธีที่แมวใช้บอกรักทาส

1. หาของขวัญมาให้



        เชื่อว่าทาสแมวทั้งหลายคงเคยได้ของขวัญแปลก ๆ จากเจ้าเหมียว ไม่ว่าจะเป็นหนูหรือนกที่มาในคราบร่างไร้วิญญาณ ทั้งนี้แมวมีสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่า ถ้าเจ้าเหมียวคาบเหยื่อที่พวกมันล่าด้วยตัวเองมาให้ แสดงว่าพวกมันเห็นคุณพิเศษสุด ๆ ไปเลยนะ




2. ร้องเรียกเจ้าของ


        แมวจะร้องใส่กันเมื่อตอนที่ยังเป็นลูกแมวตัวเล็ก ๆ เท่านั้น เมื่อโตแล้วพวกมันจะไม่ร้องใส่กันนอกจากตอนที่ทะเลาะกันเท่านั้น ดังนั้นถ้าแมวของคุณร้องใส่ พวกมันไม่ได้กำลังบ่นคุณหรอกนะ แต่พวกมันกำลังบอกรักคุณอยู่ต่างหาก


3. เดินตามคลอเคลียไปทุกที่


        การเดินคลอเคลีย พันแข้งพันขาของเจ้าเหมียวเป็นการแสดงออกว่าพวกมันอยากอยู่ใกล้ ๆ คุณตลอดเวลา ถ้าพวกมันเผลอทำให้คุณเดินสะดุดก็อย่าโกรธพวกมันล่ะ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้สื่อถึงการชอบหรือติดเจ้าของมาก ๆ นั่นเอง

4. จ้องแบบไม่วางตา


        เวลาที่เจ้าเหมียวจ้องคุณแบบไม่วางตา พวกมันไม่ได้กำลังวางแผนทำร้ายหรือยึดครองบ้านของคุณอยู่หรอกนะ เพราะถ้าไม่รักจริงพวกมันจะไม่ยอมสบตาตรง ๆ ด้วยเด็ดขาด

5. นอนโชว์พุง


        พุงอ้วน ๆ ถือเป็นส่วนที่แมวหวงมาก ๆ เลยล่ะ พวกมันจะไม่ยอมให้ใครเห็นง่าย ๆ เด็ดขาด เจ้าเหมียวจะนอนหงายโชว์พุงก็ต่อเมื่อพวกมันรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกว่าคนที่อยู่บริเวณนั้นสามารถไว้ใจได้เท่านั้น

6. กัดเบา ๆ


        ถ้าเจ้าเหมียวกัดนิ้วของคุณ แสดงว่าพวกมันกำลังแสดงความรักอยู่ พวกมันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายคุณหรอกนะ ทั้งนี้ต้องเป็นการกัดหรืองับเบา ๆ ไม่ทำให้เจ็บ
เหมือนการกัดแบบจงใจทำร้าย





7. นวดตัวเจ้าของ


        ถ้าสมมติว่าเจ้าเหมียวกระโดดขึ้นมาบนตัวคุณแล้วใช้ขาหน้าทั้งสองข้างนวดตัวคุณ พวกมันไม่ได้อยากจะเป็นหมอนวดอะไรหรอกนะ นั่นเป็นพฤติกรรมการแสดงความรักที่พวกมันเรียนรู้มาจากแม่เมื่อตอนที่พวกมันยังเป็นลูกแมวตัวเล็ก ๆ อยู่ต่างหาก        


8. ส่งเสียงกรน


        แมวจะส่งเสียงกรนเมื่อพวกมันรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ ถ้าคุณเล่น เกาพุง หรือลูบขนให้แล้วเจ้าเหมียวหลับตาส่งเสียงกรน แสดงว่าพวกมันกำลังมีความสุขและพร้อมที่จะอยู่กับคุณ

9. เลียตามผมและใบหน้า



        ไม่บ่อยนักที่เจ้าเหมียวจะเลียตามร่างกายของมนุษย์ พวกมันจะทำพฤติกรรมเหล่านี้กับแมวหรือสัตว์อื่นซะมากกว่า ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าพฤติกรรมนี้เป็นการแสดงความรักของแมว และถ้าพวกมันทำพฤติกรรมเหล่านี้กับคุณแสดงว่าพวกมันรักและรู้สึกไว้ใจคุณอย่างสุดหัวใจไปเลยล่ะ

10. เอาหัวชน


        ดูเหมือนว่าการเอาหัวชนกันจะเป็นการทักทายและการแสดงความรักของพวกเจ้าเหมียว ซึ่งพวกมันจะทำกับแมวด้วยกันเท่านั้น ถ้าคุณได้รับการสัมผัสแบบนี้จากเจ้าเหมียว แสดงว่าพวกมันกำลังอธิบายความรู้สึกรักใคร่และแสดงความเป็นเจ้าของกับคุณอยู่

11. นั่งบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย



        นอกจากบนตักแล้วการนั่งบนส่วนอื่น ๆ ของร่างกายอย่างเช่น ขึ้นมานั่งบนหลังหรือท้องเวลาคุณนอนหรือขึ้นมานอนบนหัว ! ถึงแม้ว่าจะแปลก ๆ ไปหน่อย แต่รู้ไว้เลยว่าเจ้าเหมียวกำลังบอกรักคุณอยู่นะ

12. บอกรักผ่านหาง 


        หางถือเป็นเครื่องบอกอารมณ์ของพวกเจ้าเหมียวเลยก็ว่าได้ ลักษณะหางของพวกมันจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในขณะนั้น ถ้าเจ้าเหมียวเจอหน้าคุณแล้วพวกมันยกหางชี้ตรง ปลายหางแกว่งเล็กน้อย แสดงว่าพวกมันกำลังแสดงความรักต่อคุณอยู่นะ

13. วิ่งมารับที่หน้าประตู


        เช่นเดียวกับเจ้าตูบ เมื่อคุณกลับมาถึงบ้านพวกมันจะชอบวิ่งมารับที่หน้าประตู เจ้าเหมียวก็เช่นกัน ถ้าคุณเปิดประตูเข้ามาแล้วเจอพวกมันนั่งคอยอยู่หรือวิ่งออกมารับตอนที่ได้ยินเสียงคุณ แสดงว่าพวกมันดีใจมาก ๆ ที่คุณกลับมา

14. กะพริบตาช้า ๆ ใส่


        อาจจะดูเหมือนเป็นพฤติกรรมปกติที่เจ้าเหมียวจะมองแล้วกะพริบตาใส่คุณ แต่ถ้าหลังจากกะพริบตาแล้วพวกมันยังมองคุณอยู่แสดงว่าพวกมันกำลังแสดงความรัก เทียบแล้วก็เหมือนกับการจูบแสดงความรักของคนเลยทีเดียว

 15. ตามมานอนใกล้ ๆ


        แมวจะชอบนอนในที่ที่พวกมันรู้สึกปลอดภัย ฉะนั้นแล้วถ้าเจ้าเหมียวตามมานอนใกล้ ๆ คุณเวลาที่คุณกำลังทำงานหรือนอนก็อย่ารำคาญไปเลยนะ

10 อาหารต้องห้ามสำหรับน้องเหมียว


1. ยาพาราเซตามอล
          

          
 สำคัญมากเลยค่ะ เจ้าของควรรู้ไว้นะคะว่า หากว่าแมวของคุณป่วยเป็นไข้ หรือไม่สบาย ห้ามให้น้องแมวกินยาพาราเซตามอลเด็ดขาดค่ะ เนื่องจากพิษของพาราเซตามอลที่มีต่อแมว จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบเลือด ทำให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไม่ได้ หลังรับยาเข้าไปใหม่ ๆ จะยังไม่แสดงอาการ แต่ต่อมาจะเริ่มมีอาการหอบ หน้าบวม ซึ่งหากได้รับในปริมาณไม่มาก สัตว์แพทย์ยังสามารถช่วยทันได้ แต่หากรับในปริมาณมาก ๆ แล้วนั้น สัตว์จะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง

 2. หัวหอ กระเทียม องุ่นและลูกเกด




          หัวหอมไม่ว่าจะเอาไปผัด ทอด ลวกหรือทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ากินมาก ๆ เข้าก็สามารถส่งผลเสียกับสุขภาพของแมวที่คุณรักได้ทั้งนั้น เพราะมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในตัว ส่งผลให้แมวของคุณมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอ และอาจถึงขั้นเป็นโลหิตจางได้เลยทีเดียว นอกจากนี้กระเทียมและกุ้ยช่ายก็เป็นอีกอย่างที่ไม่ควรให้แมวของคุณทานเช่นกัน เพราะอาหารพวกนี้นี่แหละที่จะเป็นตัวการทำให้กระเพาะของมันมีปัญหา อีกทั้ง องุ่น และลูกเกดนั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกันเพราะจะทำให้แมวคลื่นเหียน อาเจียนออกมา และมีอันตรายต่อตับ 


 3. ผลิตภัณฑ์จากนมวัว



          ถึงเรามักจะเห็นภาพที่แมวกินนมตามภาพยนตร์หรือการ์ตูนกันจนคุ้นตา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นของที่ควรเอามาให้เจ้าเหมียวที่คุณรักกินกันบ่อย ๆ หรอกนะ เนื่องจากแมวส่วนใหญ่โดยเฉพาะลูกแมวนั้นยังไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวได้ดีพอ ทำให้ท้องเสียได้ หากจำเป็น ควรใช้นมแพะ หรือนมสำหรับแมวที่ไม่มีแลคโตส จะดีกว่า





 4. แอลกอฮอลล์

          เก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งหลายเอาไว้ใช้สังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็พอแล้ว อย่าเอามาให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินด้วยเลยจะเสียของซะเปล่า ๆ ..เอ้ย ไม่ใช่ จะเป็นอันตรายกับสุขภาพของมันต่างหากล่ะ!! เพราะแอลกอฮอลล์จะเข้าไปทำลายระบบการทำงานของตับและสมองของมัน โดยเพียงแค่วิสกี้ 2 ช้อนโต๊ะก็สามารถทำให้แมวน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัมเข้าขั้นโคม่าได้ง่าย ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้แมวกินของพวกนี้เด็ดขาด แม้กระทั่งอาหารที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ก็ไม่ควรนะคะ




 5. ช็อคโกแลต

          

            หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการให้ช็อคโกแลตกับแมวที่ตัวเองเลี้ยง เป็นเหมือนการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยขนมกับมัน แต่ที่จริงแล้วคุณกำลังเอายาพิษให้มันกินโดยไม่รู้ตัวต่างหาก เพราะช็อคโกแลตนั้นเป็นอันตรายต่อแมวอย่างร้ายแรง โดยสารธีโอโบรมีนที่มีอยู่ในช็อคโกแลตทุกชนิด โดยเฉพาะดาร์กช็อคโกแลตนั้นจะเข้าไปทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ใจสั่น ลมชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิต







 6. ลูกอมและหมากฝรั่ง

    

      ขนมทานเล่นจำพวกลูกอมหรือหมากฝรั่งมักมีสารไซลิทอลปนอยู่ด้วย ซึ่งมันจะไปกระตุ้นการผลิตอินซูลินจนทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว หนำซ้ำยังก่อให้เกิดอาการตับวายและอาเจียนได้อีกต่างหาก โดยอาการพวกนี้ไม่ต้องรอนาน เพียงแค่ 2 - 3 วันก็จะเริ่มมีอาการผิดปกติออกมาให้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้แมวที่คุณรักกินของพวกนี้เด็ดขาดนะคะ







 7. เนื้อติดมันหรือกระดูก


          เข้าใจดีว่าบางคนก็ชอบทิ้งเนื้อติดมันหรือกระดูกให้สัตว์เลี้ยงกินแทน เพราะคิดว่าอย่างไรซะก็คงดีกว่าทิ้งไปให้เสียของแน่ ๆ แต่ที่จริงแล้วคุณไม่ควรให้พวกมันกินของพวกนี้หรอกนะคะ เพราะพวกเนื้อติดมันนั้นจะทำให้แมวท้องเสียหรืออาเจียนได้ง่าย ๆ ในขณะเดียวกันกระดูกก็จะสร้างปัญหาในระบบขับถ่าย และอาจทำให้แมวของคุณสำลักได้เช่นกัน



 8. ไข่ดิบ + ปลาดิบ




        



  เวลาที่คุณให้แมวทานไข่ดิบ ๆ จะทำให้เจ้าเหมียวต้องเผชิญความเสี่ยง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน อันดับแรกก็คือมันอาจจะต้องเสี่ยงกับแบคทีเรียอีโคไลซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ และอีกอย่างก็คือไข่ดิบนั้นจะทำให้ความสามารถในการดูดซึมวิตามินบีของร่างกายลดลง จนทำให้ขนของมันไม่เงางามเหมือนเก่านั่นเอง นอกจากนี้พวกเนื้อหรือปลาดิบก็ไม่ควรทานด้วยเหมือนกันนะคะ



 9. ตับ

          ถ้ากินในปริมาณน้อย ๆ ก็ยังพอไหว แต่ทานมาก ๆ คงไม่ดีแน่ เพราะการทานตับมาก ๆ นั้นจะเป็นพิษต่อการซึมซับวิตามินเอในร่างกาย จนทำให้แมวของคุณเกิดอาการกระดูกเปราะเอาได้ง่าย ๆ และอาจก่อให้เกิดความผิดปกติในการเติบโตของกระดูกอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ควรระวังอย่าให้มันทานเยอะเกินไปนะคะ แค่นาน ๆ ครั้งก็พอแล้ว

 10. ชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีน





          และแล้วก็มาถึงอย่างสุดท้ายซึ่งก็คือคาเฟอีนนั่นเอง โดยคาเฟอีนนั้นส่งผลเสียกับร่างกายของแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดอาการใจสั่น หายใจถี่ และเกิดกล้ามเนื้อสั่นเกร็ง ซึ่งอาหารที่เต็มไปด้วยคาเฟอีนนั้นก็ได้แก่พวกเครื่องดื่มต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ชา รวมไปถึงเครื่องดื่มชูกำลังนั่นเอง


          รู้แบบนี้แล้ว ต่อไปก็พยายามระมัดเรื่องอาหารการกินของมันให้มาก ๆ เพื่อให้เจ้าเหมียวที่คุณรักสุขภาพแข็งแรงอยู่กับคุณได้นาน ๆ ด้วยนะคะ

10 วิธีดูแลลูกแมว

การรับแมวเหมียวตัวน้อยมาอยู่ในบ้านนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การดูแลให้เขามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นยากกว่าเป็นหลายเท่า คอลัมน์ Holistic Health Series ฉบับนี้จึงขอรวบรวม 10 วิธีการดูแลลูกแมวตัวน้อยมานำเสนอ เรื่องยากๆจะได้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนรักแมวทุกคน


1. ให้อาหารที่ถูกต้อง  Feed Him Right


                 อาหารคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าเหมียว (และสัตว์อื่นๆ) ฉะนั้นการเลือกสรรอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยและความต้องการพิเศษของสายพันธุ์คือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อพัฒนาการทางร่างกายจะได้เจริญเติบโตอย่างราบรื่นไม่มีติดขัด

                 ปัจจุบันนี้ท้องตลาดมีอาหารสำเร็จรูปนับไม่ถ้วนรอให้คุณหยิบไปให้เจ้าเหมียวตัวน้อยที่บ้าน คำแนะนำง่ายๆของเราก็คืออ่านฉลากข้างถุงให้เป็น ดูซิว่าอาหารดังกล่าวนั้นเหมาะสำหรับช่วงวัยใด สายพันธุ์ไหน ส่วนเรื่องรสชาตนั้นเจ้าเหมียวต้องเป็นฝ่ายตัดสิน
ทั้งนี้หากบ้านของคุณมีเจ้าตูบอยู่ด้วย เราขอเตือนไว้เลยว่าอาหารของสุนัขไม่เหมาะสำหรับแมว หมั่นคอยสังเกตด้วยล่ะว่าเจ้าเหมียวเข้าไปมั่วกินอาหารหรือเปล่า ถ้าใช่ล่ะก็เก็บอาหารให้มิดชิด เพื่อชีวิตอันสดใสของแมวน้อย ...อย่าลืมล่ะ


2. หาสัตวแพทย์  Find a Veterinarian

               แมวเด็กย่อมต้องการการดูแลจากสัตวแพทย์มากกว่าแมวโต ทั้งนี้ก็เพราะเขาจำเป็นที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การมองหาสัตวแพทย์ประจำตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ต้องรอให้มีปัญหาสุขภาพก่อนค่อยพาไปคลินิกอีกต่อไป

               ปัจจัยที่คุณควรใช้ในการคัดเลือกสัตวแพทย์ประจำตัวนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเอง บางท่านอาจไม่หวั่นหากต้องเดินทางไกลเพื่อพบสัตวแพทย์ที่ศึกษาด้านแมวเหมียวมาโดยเฉพาะ บางท่านก็อาจเน้นที่ความสะดวกสบายใกล้บ้านเป็นหลัก ฯลฯ คำแนะนำของเราก็คือเลือกให้ตรงใจที่สุดเท่านั้นก็พอ


3. ขนสวย = สุขภาพดี  Groom for Health

             จริงอยู่ว่าน้องเหมียวเป็นสัตว์รักสะอาด พวกเขาสามารถเลียขนเพื่อทำความสะอาดตัวเองได้ตั้งแต่ยังละอ่อน แต่คุณเองก็สามารถช่วยเหลือเขาในการทำความสะอาดตัวเองได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน หมั่นช่วยเขาหวีขนบ่อยๆเพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วง นอกจากจะช่วยเพิ่มสุขอนามัยให้เขาแล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอีกทางหนึ่งอีกต่างหาก


4. ป้ายชื่อเพื่อความปลอดภัย  Tag for Safety

         ว่ากันว่าแมวเหมียวนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าน้องหมา พวกเขาสามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านเป็นวันๆได้โดยกลับมาเฉพาะตอนหิวข้าว ในเมื่อไลฟ์สไตล์ของเขาอยู่ไม่ติดบ้าน อะไรล่ะที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเหมียวของคุณจะปลอดภัยเมื่ออยู่ภายนอก 
        คำแนะนำของเราก็คือปลอกคอและป้ายชื่อค่ะ ใส่ให้เจ้าเหมียวของคุณตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่ว่าเวลาออกไปนอกบ้านคนอื่นจะได้รับรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ยิ่งไปกว่านั้นควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนลงไปในป้ายชื่อด้วยว่าเจ้าของคือใคร เบอร์ติดต่ออะไร เผื่อฉุกเฉินจะได้ตามได้
        นอกเหนือการคล้องป้ายและปลอกคอแล้ว วิธีการเพิ่มความปลอดภัยอีกอย่างก็คือพาเขาไปแนะนำตัวกับเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้ เพื่อให้เขาเป็นหูเป็นตาเวลาเจ้าเหมียวของคุณออกไปป่วนนอกบ้าน จะได้ช่วยกันจับไว้ไม่ให้ไปไกลบ้านเกินไป

5. สั่งสอนตามสมควร  Teach your Kitten well

          การเลี้ยงแมวเหมียวสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก การฝึกพวกเขาให้เป็นแมวที่ดีนั้นยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมตามธรรมชาติของเขานั้นเป็นระเบียบอยู่แล้ว ขอแค่เวลาในการเอาใจใส่อย่างจริงจังจากคุณเท่านั้นก็เพียงพอ
         โดยการฝึกที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตแมวบ้านก็คือการใช้กระบะทรายในการขับถ่าย หมั่นฝึกฝนตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อสร้างการจดจำและนำไปสู่พฤติกรรมอันเป็นนิสัย เคล็ดลับที่เราอยากแนะนำก็คือหามุมเหมาะในการปลดทุกข์ ซื้อกระบะและทรายแมวจากร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงมาเตรียมไว้ ขั้นตอนต่อไปก็คือหมั่นจับเขาไปนั่งในกระบะเมื่อสังเกตเห็นว่าเขากำลังจะทำธุระ ทำซ้ำๆจนให้เขาก้าวเข้ากระบะไปทำธุระด้วยตนเอง เพียงเท่านี้บ้านคุณก็จะเป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างง่ายๆ


6. แมวต้องฝนเล็บ  Gotta Scratch

            คุณอยากให้เฟอร์นิเจอร์เป็นรอยอันเนื่องมาจากพฤติกรรมฝนเล็บตามบรรพบุรุษของแมวเหมียวหรือเปล่า ถ้าคำตอบของคุณคือไม่ล่ะก็ หาซื้ออุปกรณ์ฝนเล็บมาให้เขาอย่างด่วน เพื่อที่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านของคุณจะปลอดภัยจากการขูดขีดด้วยกงเล็บ
            การเลือกซื้อที่ฝนเล็บสักชิ้นนั้นไม่มีอะไรยาก คุณสมบัติและประโยชน์ในการใช้สอยแปรผันตามขนาดและราคา บางชิ้นคุณสามารถนำไปตั้งเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งได้เลยในบ้าน เจ้าเหมียวก็สามารถนอนได้ฝนเล็บได้ ครบคุณสมบัติในชิ้นเดียว หรือบางชิ้นก็อาจเป็นแค่ที่ฝนเล็บอย่างเดียวเท่านั้น คุณจะเลือกอะไรก็ตามแต่ความสบายใจได้เลย


7. อย่าลืมการออกกำลังกาย  Exercise, exercise

          การออกกำลังกายสำคัญสำหรับทุกสิ่งมีชีวิต แมวเหมียวเองก็เช่นกัน หากเขาได้ยืดเส้นยืดสายอย่างเพียงพอ โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่ถามหา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน การขับถ่ายบกพร่อง ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยส่งเสริมความเป็นมิตรให้เขาร่าเริงสดใสตลอดเวลาอีกต่างหาก
          ในเมื่อการออกกำลังกายนั้นมีผลดีมากมายขนาดนี้ คุณสมควรต้องส่งเสริมให้ถึงที่สุด จัดหาพื้นที่ในการออกกำลังกายให้เขา ซื้อหาของเล่นมาเตรียมพร้อม เพียงเท่านี้อาณาจักรสุขภาพของเหมียวก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆภายในบ้านของคุณเอง

8. เตรียมตัวเผื่อฉุกเฉิน  Prep for Emergencies


เพราะเราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าเหตุฉุกเฉินจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การเตรียมการไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรละเลย อย่าลืมติดต่อสอบถามสัตวแพทย์ใกล้บ้านให้เรียบร้อยว่าสามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉินหรือไม่ หากไม่มีอย่าลืมหาคลินิกสำรองไว้ด้วย เวลาฉุกละหุกจะได้ไม่ต้องวุ่นวายอย่างไรล่ะ


9. ดูแลเขาให้ถูกต้องถูกวิธี  Treat him right

           การป้องกันนั้นดีกว่าการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย ฉะนั้นเมื่อรับเจ้าเหมียวตัวน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด อย่าลืมพาเขาไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนดนัดหมาย อายุเดือนครึ่งก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม สัตวแพทย์นัดเมื่อไหร่ต้องไปห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะวัคซีนแต่ละชนิดหมายความถึงการป้องกันโรคร้ายที่หากเป็นขึ้นมาล่ะก็จะรักษาลำบาก ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หัดหวัดแมว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว ฯลฯ 
          นอกจากการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคแล้ว การถ่ายพยาธิคือสิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรละเลย อย่าลืมปรึกษาสัตวแพทย์ให้เขาจัดตารางที่เหมาะสมให้กับเจ้าเหมียวของคุณด้วยล่ะ อ๊ะๆ...เท่านี้ยังไม่หมดนะจ๊ะ อย่าลืมเรื่องการดูแลทำความสะอาดหู ตา จมูก และส่วนต่างๆของร่างกาย เพราะความสะอาดคือสิ่งที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด

10. พิจารณาเรื่องทำหมัน  Spay or Neuter Early

            
          ข้อสุดท้ายที่เราอยากฝากก็คือการทำหมันแมวเหมียว หากคุณไม่อยากให้เขามีลูกมีหลานหรือเลี้ยงเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ล่ะก็ ตัดสินใจทำหมันไปเลยเมื่ออายุครบเกณฑ์ (ปัจจุบันนี้สามารถทำหมันได้ตั้งแต่อายุครบ 10 สัปดาห์) ซึ่งการทำหมันนั้นจะช่วยลดปัญหาพฤติกรรมฉี่เพื่อสร้างอาณาเขตในแมวหนุ่ม รวมทั้งช่วยให้เขาไม่ต้องออกไปเสาะหาคู่ครองนอกบ้าน อันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายได้ง่ายๆ สำหรับแมวสาวนั้นการทำหมันจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และลดพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อถึงช่วงเวลาผสมพันธุ์