วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่าน เราจะนำเสนอเรื่องราวของแมวที่ทาสแมวหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ ทั้งเรื่องของสายพันธุ์แมวที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จัก นิสัยแปลกๆของแมว วิธีเลี้ยงดูเอาอกเอาใจแมว อาหารที่เจ้าเหมียวกินไม่ได้ และสายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทยเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับทาสที่กำลังหาข้อมูลสายพันธุ์แมวที่ใช่สำหรับตัวเอง

             

10  สายพันธุ์แมวแปลก


ภาพแมวที่นำมาฝากวันนี้เป็นแมวที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างแปลกกว่าที่เคยพบเห็นทั่วไปมีทั้งที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม บางสายพันธ์เกิดจากการผสมข้ามพันธ์

😸  อันดับ 1 Sphynx




sphynx



เป็นแมวหน้าตาแปลกที่รู้จักกันทั่วไป ลักษณะสำคัญของมันคือตาโตและไม่มีขน หลายๆ คนคิดว่าเมื่อมันไม่มีขนจะทำให้ดูแลง่ายและไม่มีขน


😸  อันดับ 2 Ukrainian Levkoy




Ukrainian  Levkoy



ลักษณะคล้ายๆ กับแมวพันธ์ Sphynx แต่ตาจะเรียวยาวและหูพับลง มันเป็นแมวที่เชื่องและเป็นมิตรกับคน


😸  อันดับ 3 Cornish Rex



Cornish  Rex

มีขนที่อ่อนนุ่มปกคลุมผิวหนัง มีหูตั้งตรงโหนกแก้มสูง แก้มบุ๋ม เอวคอด ขายาว  แมวพันธ์นี้ผสมขึ้นครั้งแรกที่เมือง Cornwall

😸  อันดับ 4 Scottish Fold


Scottish  Fold


เป็นแมวรักความสงบ กระดูกส่วนหูของแมวพันธ์นี้มีรอยพับ ทำให้ดูเหมือนมีหูขนาดเล็กมาก ตาเล็ก ขนนุ่มและค่อนข้างสั้น หัวกลม

😸  อันดับ 5 Exotic Shorthair


Exotic  Shorthair

   มึขนสั้นและนุ่มเป็นพิเศษ มีรูปหน้ากลมแบน  หัวกลม หูเล็กและรูปร่างอ้วน เกิดจากการผสมของแมวพันธ์ Persians และ  American Shorthairs เป็นแมวที่เลี้ยงยากมาก เนื่องจากหน้าที่แบนทำให้เกิดคราบสกปรกที่เกิดจากน้ำตาบนใบหน้าได้ง่ายและยังเป็นโรคไซนัสได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ประมาณ 40-50% ของแมวพันธ์นี้มีโอกาสเกิดโรคไต และไม่มีทางรักษา

😸  อันดับ 6 Munchkin


Munchkin


ลักษณะพิเศษคือมีขาที่สั้นมาก เกิดจากการเพาะพันธุ์ให้เกิดความ ผิดปกติทาง DNA 

😸  อันดับ 7 Peterbald


Peterbald

มีลำตัวผอมยาว มีหูขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะไม่มีขน นิ้วเท้าจะมีลักษณะเป็นพังผืดคล้ายตีนเป็ด ทำให้มันสามารถหยิบจับสิ่งของหรือแม้แต่เปิดสลักประตู

😸  อันดับ 8 Savannah cat

Savannah  cat

เกิดจากการผสมระหว่างแมวพื้นบ้านกับแมวป่าจากอาฟริกาพันธ์ Serval  ทำให้มันมีลักษณะของแมวป่า มีตาเหมือนเสือชีต้าร์ หูย้อนไปด้านหลัง ชอบเล่นน้ำ มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของ บางตัวสามารถฝีกจนสามารถล่าสัตว์ได้เหมือนสุนัข

😸  อันดับ 9 LaPerm

LaPerm

  เป็นแมวที่มีขนมาก มีทั้งขนตรง ขนสั้น ขนที่ขดเป็นเกลียว ขนเป็นลอน และขนยาว ขึ้นปนกันไปทั่ว  บางตัวเกิดมาไม่มีขน บางตัวจะมีการผลัดขนหลายๆ ครั้งในรอบชีวิต

😸  อันดับ 10  Elf Cat

Elf  Cat
เกิดจากการผสมระหว่างแมวพันธ์ Sphynx กับ American Curl  ทำให้ได้แมวที่หน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาด ตาโต หูขนาดใหญ่ที่กระดกขึ้น เป็นแมวไม่มีขน ทีมีความเป็นมิตร

15 วิธีที่แมวใช้บอกรักทาส

1. หาของขวัญมาให้



        เชื่อว่าทาสแมวทั้งหลายคงเคยได้ของขวัญแปลก ๆ จากเจ้าเหมียว ไม่ว่าจะเป็นหนูหรือนกที่มาในคราบร่างไร้วิญญาณ ทั้งนี้แมวมีสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่า ถ้าเจ้าเหมียวคาบเหยื่อที่พวกมันล่าด้วยตัวเองมาให้ แสดงว่าพวกมันเห็นคุณพิเศษสุด ๆ ไปเลยนะ




2. ร้องเรียกเจ้าของ


        แมวจะร้องใส่กันเมื่อตอนที่ยังเป็นลูกแมวตัวเล็ก ๆ เท่านั้น เมื่อโตแล้วพวกมันจะไม่ร้องใส่กันนอกจากตอนที่ทะเลาะกันเท่านั้น ดังนั้นถ้าแมวของคุณร้องใส่ พวกมันไม่ได้กำลังบ่นคุณหรอกนะ แต่พวกมันกำลังบอกรักคุณอยู่ต่างหาก


3. เดินตามคลอเคลียไปทุกที่


        การเดินคลอเคลีย พันแข้งพันขาของเจ้าเหมียวเป็นการแสดงออกว่าพวกมันอยากอยู่ใกล้ ๆ คุณตลอดเวลา ถ้าพวกมันเผลอทำให้คุณเดินสะดุดก็อย่าโกรธพวกมันล่ะ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้สื่อถึงการชอบหรือติดเจ้าของมาก ๆ นั่นเอง

4. จ้องแบบไม่วางตา


        เวลาที่เจ้าเหมียวจ้องคุณแบบไม่วางตา พวกมันไม่ได้กำลังวางแผนทำร้ายหรือยึดครองบ้านของคุณอยู่หรอกนะ เพราะถ้าไม่รักจริงพวกมันจะไม่ยอมสบตาตรง ๆ ด้วยเด็ดขาด

5. นอนโชว์พุง


        พุงอ้วน ๆ ถือเป็นส่วนที่แมวหวงมาก ๆ เลยล่ะ พวกมันจะไม่ยอมให้ใครเห็นง่าย ๆ เด็ดขาด เจ้าเหมียวจะนอนหงายโชว์พุงก็ต่อเมื่อพวกมันรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกว่าคนที่อยู่บริเวณนั้นสามารถไว้ใจได้เท่านั้น

6. กัดเบา ๆ


        ถ้าเจ้าเหมียวกัดนิ้วของคุณ แสดงว่าพวกมันกำลังแสดงความรักอยู่ พวกมันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายคุณหรอกนะ ทั้งนี้ต้องเป็นการกัดหรืองับเบา ๆ ไม่ทำให้เจ็บ
เหมือนการกัดแบบจงใจทำร้าย





7. นวดตัวเจ้าของ


        ถ้าสมมติว่าเจ้าเหมียวกระโดดขึ้นมาบนตัวคุณแล้วใช้ขาหน้าทั้งสองข้างนวดตัวคุณ พวกมันไม่ได้อยากจะเป็นหมอนวดอะไรหรอกนะ นั่นเป็นพฤติกรรมการแสดงความรักที่พวกมันเรียนรู้มาจากแม่เมื่อตอนที่พวกมันยังเป็นลูกแมวตัวเล็ก ๆ อยู่ต่างหาก        


8. ส่งเสียงกรน


        แมวจะส่งเสียงกรนเมื่อพวกมันรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ ถ้าคุณเล่น เกาพุง หรือลูบขนให้แล้วเจ้าเหมียวหลับตาส่งเสียงกรน แสดงว่าพวกมันกำลังมีความสุขและพร้อมที่จะอยู่กับคุณ

9. เลียตามผมและใบหน้า



        ไม่บ่อยนักที่เจ้าเหมียวจะเลียตามร่างกายของมนุษย์ พวกมันจะทำพฤติกรรมเหล่านี้กับแมวหรือสัตว์อื่นซะมากกว่า ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าพฤติกรรมนี้เป็นการแสดงความรักของแมว และถ้าพวกมันทำพฤติกรรมเหล่านี้กับคุณแสดงว่าพวกมันรักและรู้สึกไว้ใจคุณอย่างสุดหัวใจไปเลยล่ะ

10. เอาหัวชน


        ดูเหมือนว่าการเอาหัวชนกันจะเป็นการทักทายและการแสดงความรักของพวกเจ้าเหมียว ซึ่งพวกมันจะทำกับแมวด้วยกันเท่านั้น ถ้าคุณได้รับการสัมผัสแบบนี้จากเจ้าเหมียว แสดงว่าพวกมันกำลังอธิบายความรู้สึกรักใคร่และแสดงความเป็นเจ้าของกับคุณอยู่

11. นั่งบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย



        นอกจากบนตักแล้วการนั่งบนส่วนอื่น ๆ ของร่างกายอย่างเช่น ขึ้นมานั่งบนหลังหรือท้องเวลาคุณนอนหรือขึ้นมานอนบนหัว ! ถึงแม้ว่าจะแปลก ๆ ไปหน่อย แต่รู้ไว้เลยว่าเจ้าเหมียวกำลังบอกรักคุณอยู่นะ

12. บอกรักผ่านหาง 


        หางถือเป็นเครื่องบอกอารมณ์ของพวกเจ้าเหมียวเลยก็ว่าได้ ลักษณะหางของพวกมันจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในขณะนั้น ถ้าเจ้าเหมียวเจอหน้าคุณแล้วพวกมันยกหางชี้ตรง ปลายหางแกว่งเล็กน้อย แสดงว่าพวกมันกำลังแสดงความรักต่อคุณอยู่นะ

13. วิ่งมารับที่หน้าประตู


        เช่นเดียวกับเจ้าตูบ เมื่อคุณกลับมาถึงบ้านพวกมันจะชอบวิ่งมารับที่หน้าประตู เจ้าเหมียวก็เช่นกัน ถ้าคุณเปิดประตูเข้ามาแล้วเจอพวกมันนั่งคอยอยู่หรือวิ่งออกมารับตอนที่ได้ยินเสียงคุณ แสดงว่าพวกมันดีใจมาก ๆ ที่คุณกลับมา

14. กะพริบตาช้า ๆ ใส่


        อาจจะดูเหมือนเป็นพฤติกรรมปกติที่เจ้าเหมียวจะมองแล้วกะพริบตาใส่คุณ แต่ถ้าหลังจากกะพริบตาแล้วพวกมันยังมองคุณอยู่แสดงว่าพวกมันกำลังแสดงความรัก เทียบแล้วก็เหมือนกับการจูบแสดงความรักของคนเลยทีเดียว

 15. ตามมานอนใกล้ ๆ


        แมวจะชอบนอนในที่ที่พวกมันรู้สึกปลอดภัย ฉะนั้นแล้วถ้าเจ้าเหมียวตามมานอนใกล้ ๆ คุณเวลาที่คุณกำลังทำงานหรือนอนก็อย่ารำคาญไปเลยนะ

10 อาหารต้องห้ามสำหรับน้องเหมียว


1. ยาพาราเซตามอล
          

          
 สำคัญมากเลยค่ะ เจ้าของควรรู้ไว้นะคะว่า หากว่าแมวของคุณป่วยเป็นไข้ หรือไม่สบาย ห้ามให้น้องแมวกินยาพาราเซตามอลเด็ดขาดค่ะ เนื่องจากพิษของพาราเซตามอลที่มีต่อแมว จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบเลือด ทำให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไม่ได้ หลังรับยาเข้าไปใหม่ ๆ จะยังไม่แสดงอาการ แต่ต่อมาจะเริ่มมีอาการหอบ หน้าบวม ซึ่งหากได้รับในปริมาณไม่มาก สัตว์แพทย์ยังสามารถช่วยทันได้ แต่หากรับในปริมาณมาก ๆ แล้วนั้น สัตว์จะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง

 2. หัวหอ กระเทียม องุ่นและลูกเกด




          หัวหอมไม่ว่าจะเอาไปผัด ทอด ลวกหรือทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ากินมาก ๆ เข้าก็สามารถส่งผลเสียกับสุขภาพของแมวที่คุณรักได้ทั้งนั้น เพราะมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในตัว ส่งผลให้แมวของคุณมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอ และอาจถึงขั้นเป็นโลหิตจางได้เลยทีเดียว นอกจากนี้กระเทียมและกุ้ยช่ายก็เป็นอีกอย่างที่ไม่ควรให้แมวของคุณทานเช่นกัน เพราะอาหารพวกนี้นี่แหละที่จะเป็นตัวการทำให้กระเพาะของมันมีปัญหา อีกทั้ง องุ่น และลูกเกดนั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกันเพราะจะทำให้แมวคลื่นเหียน อาเจียนออกมา และมีอันตรายต่อตับ 


 3. ผลิตภัณฑ์จากนมวัว



          ถึงเรามักจะเห็นภาพที่แมวกินนมตามภาพยนตร์หรือการ์ตูนกันจนคุ้นตา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นของที่ควรเอามาให้เจ้าเหมียวที่คุณรักกินกันบ่อย ๆ หรอกนะ เนื่องจากแมวส่วนใหญ่โดยเฉพาะลูกแมวนั้นยังไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวได้ดีพอ ทำให้ท้องเสียได้ หากจำเป็น ควรใช้นมแพะ หรือนมสำหรับแมวที่ไม่มีแลคโตส จะดีกว่า





 4. แอลกอฮอลล์

          เก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งหลายเอาไว้ใช้สังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็พอแล้ว อย่าเอามาให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินด้วยเลยจะเสียของซะเปล่า ๆ ..เอ้ย ไม่ใช่ จะเป็นอันตรายกับสุขภาพของมันต่างหากล่ะ!! เพราะแอลกอฮอลล์จะเข้าไปทำลายระบบการทำงานของตับและสมองของมัน โดยเพียงแค่วิสกี้ 2 ช้อนโต๊ะก็สามารถทำให้แมวน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัมเข้าขั้นโคม่าได้ง่าย ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้แมวกินของพวกนี้เด็ดขาด แม้กระทั่งอาหารที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ก็ไม่ควรนะคะ




 5. ช็อคโกแลต

          

            หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการให้ช็อคโกแลตกับแมวที่ตัวเองเลี้ยง เป็นเหมือนการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยขนมกับมัน แต่ที่จริงแล้วคุณกำลังเอายาพิษให้มันกินโดยไม่รู้ตัวต่างหาก เพราะช็อคโกแลตนั้นเป็นอันตรายต่อแมวอย่างร้ายแรง โดยสารธีโอโบรมีนที่มีอยู่ในช็อคโกแลตทุกชนิด โดยเฉพาะดาร์กช็อคโกแลตนั้นจะเข้าไปทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ใจสั่น ลมชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิต







 6. ลูกอมและหมากฝรั่ง

    

      ขนมทานเล่นจำพวกลูกอมหรือหมากฝรั่งมักมีสารไซลิทอลปนอยู่ด้วย ซึ่งมันจะไปกระตุ้นการผลิตอินซูลินจนทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว หนำซ้ำยังก่อให้เกิดอาการตับวายและอาเจียนได้อีกต่างหาก โดยอาการพวกนี้ไม่ต้องรอนาน เพียงแค่ 2 - 3 วันก็จะเริ่มมีอาการผิดปกติออกมาให้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้แมวที่คุณรักกินของพวกนี้เด็ดขาดนะคะ







 7. เนื้อติดมันหรือกระดูก


          เข้าใจดีว่าบางคนก็ชอบทิ้งเนื้อติดมันหรือกระดูกให้สัตว์เลี้ยงกินแทน เพราะคิดว่าอย่างไรซะก็คงดีกว่าทิ้งไปให้เสียของแน่ ๆ แต่ที่จริงแล้วคุณไม่ควรให้พวกมันกินของพวกนี้หรอกนะคะ เพราะพวกเนื้อติดมันนั้นจะทำให้แมวท้องเสียหรืออาเจียนได้ง่าย ๆ ในขณะเดียวกันกระดูกก็จะสร้างปัญหาในระบบขับถ่าย และอาจทำให้แมวของคุณสำลักได้เช่นกัน



 8. ไข่ดิบ + ปลาดิบ




        



  เวลาที่คุณให้แมวทานไข่ดิบ ๆ จะทำให้เจ้าเหมียวต้องเผชิญความเสี่ยง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน อันดับแรกก็คือมันอาจจะต้องเสี่ยงกับแบคทีเรียอีโคไลซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ และอีกอย่างก็คือไข่ดิบนั้นจะทำให้ความสามารถในการดูดซึมวิตามินบีของร่างกายลดลง จนทำให้ขนของมันไม่เงางามเหมือนเก่านั่นเอง นอกจากนี้พวกเนื้อหรือปลาดิบก็ไม่ควรทานด้วยเหมือนกันนะคะ



 9. ตับ

          ถ้ากินในปริมาณน้อย ๆ ก็ยังพอไหว แต่ทานมาก ๆ คงไม่ดีแน่ เพราะการทานตับมาก ๆ นั้นจะเป็นพิษต่อการซึมซับวิตามินเอในร่างกาย จนทำให้แมวของคุณเกิดอาการกระดูกเปราะเอาได้ง่าย ๆ และอาจก่อให้เกิดความผิดปกติในการเติบโตของกระดูกอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ควรระวังอย่าให้มันทานเยอะเกินไปนะคะ แค่นาน ๆ ครั้งก็พอแล้ว

 10. ชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีน





          และแล้วก็มาถึงอย่างสุดท้ายซึ่งก็คือคาเฟอีนนั่นเอง โดยคาเฟอีนนั้นส่งผลเสียกับร่างกายของแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดอาการใจสั่น หายใจถี่ และเกิดกล้ามเนื้อสั่นเกร็ง ซึ่งอาหารที่เต็มไปด้วยคาเฟอีนนั้นก็ได้แก่พวกเครื่องดื่มต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ชา รวมไปถึงเครื่องดื่มชูกำลังนั่นเอง


          รู้แบบนี้แล้ว ต่อไปก็พยายามระมัดเรื่องอาหารการกินของมันให้มาก ๆ เพื่อให้เจ้าเหมียวที่คุณรักสุขภาพแข็งแรงอยู่กับคุณได้นาน ๆ ด้วยนะคะ

10 วิธีดูแลลูกแมว

การรับแมวเหมียวตัวน้อยมาอยู่ในบ้านนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การดูแลให้เขามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นยากกว่าเป็นหลายเท่า คอลัมน์ Holistic Health Series ฉบับนี้จึงขอรวบรวม 10 วิธีการดูแลลูกแมวตัวน้อยมานำเสนอ เรื่องยากๆจะได้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนรักแมวทุกคน


1. ให้อาหารที่ถูกต้อง  Feed Him Right


                 อาหารคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าเหมียว (และสัตว์อื่นๆ) ฉะนั้นการเลือกสรรอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยและความต้องการพิเศษของสายพันธุ์คือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อพัฒนาการทางร่างกายจะได้เจริญเติบโตอย่างราบรื่นไม่มีติดขัด

                 ปัจจุบันนี้ท้องตลาดมีอาหารสำเร็จรูปนับไม่ถ้วนรอให้คุณหยิบไปให้เจ้าเหมียวตัวน้อยที่บ้าน คำแนะนำง่ายๆของเราก็คืออ่านฉลากข้างถุงให้เป็น ดูซิว่าอาหารดังกล่าวนั้นเหมาะสำหรับช่วงวัยใด สายพันธุ์ไหน ส่วนเรื่องรสชาตนั้นเจ้าเหมียวต้องเป็นฝ่ายตัดสิน
ทั้งนี้หากบ้านของคุณมีเจ้าตูบอยู่ด้วย เราขอเตือนไว้เลยว่าอาหารของสุนัขไม่เหมาะสำหรับแมว หมั่นคอยสังเกตด้วยล่ะว่าเจ้าเหมียวเข้าไปมั่วกินอาหารหรือเปล่า ถ้าใช่ล่ะก็เก็บอาหารให้มิดชิด เพื่อชีวิตอันสดใสของแมวน้อย ...อย่าลืมล่ะ


2. หาสัตวแพทย์  Find a Veterinarian

               แมวเด็กย่อมต้องการการดูแลจากสัตวแพทย์มากกว่าแมวโต ทั้งนี้ก็เพราะเขาจำเป็นที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การมองหาสัตวแพทย์ประจำตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ต้องรอให้มีปัญหาสุขภาพก่อนค่อยพาไปคลินิกอีกต่อไป

               ปัจจัยที่คุณควรใช้ในการคัดเลือกสัตวแพทย์ประจำตัวนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเอง บางท่านอาจไม่หวั่นหากต้องเดินทางไกลเพื่อพบสัตวแพทย์ที่ศึกษาด้านแมวเหมียวมาโดยเฉพาะ บางท่านก็อาจเน้นที่ความสะดวกสบายใกล้บ้านเป็นหลัก ฯลฯ คำแนะนำของเราก็คือเลือกให้ตรงใจที่สุดเท่านั้นก็พอ


3. ขนสวย = สุขภาพดี  Groom for Health

             จริงอยู่ว่าน้องเหมียวเป็นสัตว์รักสะอาด พวกเขาสามารถเลียขนเพื่อทำความสะอาดตัวเองได้ตั้งแต่ยังละอ่อน แต่คุณเองก็สามารถช่วยเหลือเขาในการทำความสะอาดตัวเองได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน หมั่นช่วยเขาหวีขนบ่อยๆเพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วง นอกจากจะช่วยเพิ่มสุขอนามัยให้เขาแล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอีกทางหนึ่งอีกต่างหาก


4. ป้ายชื่อเพื่อความปลอดภัย  Tag for Safety

         ว่ากันว่าแมวเหมียวนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าน้องหมา พวกเขาสามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านเป็นวันๆได้โดยกลับมาเฉพาะตอนหิวข้าว ในเมื่อไลฟ์สไตล์ของเขาอยู่ไม่ติดบ้าน อะไรล่ะที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเหมียวของคุณจะปลอดภัยเมื่ออยู่ภายนอก 
        คำแนะนำของเราก็คือปลอกคอและป้ายชื่อค่ะ ใส่ให้เจ้าเหมียวของคุณตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่ว่าเวลาออกไปนอกบ้านคนอื่นจะได้รับรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ยิ่งไปกว่านั้นควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนลงไปในป้ายชื่อด้วยว่าเจ้าของคือใคร เบอร์ติดต่ออะไร เผื่อฉุกเฉินจะได้ตามได้
        นอกเหนือการคล้องป้ายและปลอกคอแล้ว วิธีการเพิ่มความปลอดภัยอีกอย่างก็คือพาเขาไปแนะนำตัวกับเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้ เพื่อให้เขาเป็นหูเป็นตาเวลาเจ้าเหมียวของคุณออกไปป่วนนอกบ้าน จะได้ช่วยกันจับไว้ไม่ให้ไปไกลบ้านเกินไป

5. สั่งสอนตามสมควร  Teach your Kitten well

          การเลี้ยงแมวเหมียวสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก การฝึกพวกเขาให้เป็นแมวที่ดีนั้นยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมตามธรรมชาติของเขานั้นเป็นระเบียบอยู่แล้ว ขอแค่เวลาในการเอาใจใส่อย่างจริงจังจากคุณเท่านั้นก็เพียงพอ
         โดยการฝึกที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตแมวบ้านก็คือการใช้กระบะทรายในการขับถ่าย หมั่นฝึกฝนตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อสร้างการจดจำและนำไปสู่พฤติกรรมอันเป็นนิสัย เคล็ดลับที่เราอยากแนะนำก็คือหามุมเหมาะในการปลดทุกข์ ซื้อกระบะและทรายแมวจากร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงมาเตรียมไว้ ขั้นตอนต่อไปก็คือหมั่นจับเขาไปนั่งในกระบะเมื่อสังเกตเห็นว่าเขากำลังจะทำธุระ ทำซ้ำๆจนให้เขาก้าวเข้ากระบะไปทำธุระด้วยตนเอง เพียงเท่านี้บ้านคุณก็จะเป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างง่ายๆ


6. แมวต้องฝนเล็บ  Gotta Scratch

            คุณอยากให้เฟอร์นิเจอร์เป็นรอยอันเนื่องมาจากพฤติกรรมฝนเล็บตามบรรพบุรุษของแมวเหมียวหรือเปล่า ถ้าคำตอบของคุณคือไม่ล่ะก็ หาซื้ออุปกรณ์ฝนเล็บมาให้เขาอย่างด่วน เพื่อที่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านของคุณจะปลอดภัยจากการขูดขีดด้วยกงเล็บ
            การเลือกซื้อที่ฝนเล็บสักชิ้นนั้นไม่มีอะไรยาก คุณสมบัติและประโยชน์ในการใช้สอยแปรผันตามขนาดและราคา บางชิ้นคุณสามารถนำไปตั้งเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งได้เลยในบ้าน เจ้าเหมียวก็สามารถนอนได้ฝนเล็บได้ ครบคุณสมบัติในชิ้นเดียว หรือบางชิ้นก็อาจเป็นแค่ที่ฝนเล็บอย่างเดียวเท่านั้น คุณจะเลือกอะไรก็ตามแต่ความสบายใจได้เลย


7. อย่าลืมการออกกำลังกาย  Exercise, exercise

          การออกกำลังกายสำคัญสำหรับทุกสิ่งมีชีวิต แมวเหมียวเองก็เช่นกัน หากเขาได้ยืดเส้นยืดสายอย่างเพียงพอ โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่ถามหา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน การขับถ่ายบกพร่อง ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยส่งเสริมความเป็นมิตรให้เขาร่าเริงสดใสตลอดเวลาอีกต่างหาก
          ในเมื่อการออกกำลังกายนั้นมีผลดีมากมายขนาดนี้ คุณสมควรต้องส่งเสริมให้ถึงที่สุด จัดหาพื้นที่ในการออกกำลังกายให้เขา ซื้อหาของเล่นมาเตรียมพร้อม เพียงเท่านี้อาณาจักรสุขภาพของเหมียวก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆภายในบ้านของคุณเอง

8. เตรียมตัวเผื่อฉุกเฉิน  Prep for Emergencies


เพราะเราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าเหตุฉุกเฉินจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การเตรียมการไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรละเลย อย่าลืมติดต่อสอบถามสัตวแพทย์ใกล้บ้านให้เรียบร้อยว่าสามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉินหรือไม่ หากไม่มีอย่าลืมหาคลินิกสำรองไว้ด้วย เวลาฉุกละหุกจะได้ไม่ต้องวุ่นวายอย่างไรล่ะ


9. ดูแลเขาให้ถูกต้องถูกวิธี  Treat him right

           การป้องกันนั้นดีกว่าการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย ฉะนั้นเมื่อรับเจ้าเหมียวตัวน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด อย่าลืมพาเขาไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนดนัดหมาย อายุเดือนครึ่งก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม สัตวแพทย์นัดเมื่อไหร่ต้องไปห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะวัคซีนแต่ละชนิดหมายความถึงการป้องกันโรคร้ายที่หากเป็นขึ้นมาล่ะก็จะรักษาลำบาก ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หัดหวัดแมว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว ฯลฯ 
          นอกจากการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคแล้ว การถ่ายพยาธิคือสิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรละเลย อย่าลืมปรึกษาสัตวแพทย์ให้เขาจัดตารางที่เหมาะสมให้กับเจ้าเหมียวของคุณด้วยล่ะ อ๊ะๆ...เท่านี้ยังไม่หมดนะจ๊ะ อย่าลืมเรื่องการดูแลทำความสะอาดหู ตา จมูก และส่วนต่างๆของร่างกาย เพราะความสะอาดคือสิ่งที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด

10. พิจารณาเรื่องทำหมัน  Spay or Neuter Early

            
          ข้อสุดท้ายที่เราอยากฝากก็คือการทำหมันแมวเหมียว หากคุณไม่อยากให้เขามีลูกมีหลานหรือเลี้ยงเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ล่ะก็ ตัดสินใจทำหมันไปเลยเมื่ออายุครบเกณฑ์ (ปัจจุบันนี้สามารถทำหมันได้ตั้งแต่อายุครบ 10 สัปดาห์) ซึ่งการทำหมันนั้นจะช่วยลดปัญหาพฤติกรรมฉี่เพื่อสร้างอาณาเขตในแมวหนุ่ม รวมทั้งช่วยให้เขาไม่ต้องออกไปเสาะหาคู่ครองนอกบ้าน อันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายได้ง่ายๆ สำหรับแมวสาวนั้นการทำหมันจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และลดพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อถึงช่วงเวลาผสมพันธุ์ 
          

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย






1. แมวเปอร์เซีย

ราชินีแมวจากแดนตะวันออกกลาง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเปอร์เซีย หรือประเทศตุรกีกับอิหร่านในปัจจุบัน แมวเปอร์เซียถือเป็นแมวต่างประเทศสายพันธุ์แรกที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย สิ่งที่ทำให้แมวสายพันธุ์นี้ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนรักแมวก็เพราะว่า นอกจากจะมีหน้าตาน่าเอ็นดูแล้ว ขนปุกปุยของแมวเปอร์เซียยังมีสีสันที่หลากหลาย และนิสัยส่วนตัวก็น่ารักด้วย

         💕 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเปอร์เซีย


แมวเปอร์เซีย เป็นแมวที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีกระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง หัวและหน้ากลม หน้าผากโหนก แก้มเต็ม ดวงตากลมโต และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน มีจมูกที่หัก กล่าวคือ สังเกตได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นจุดหักระหว่างจมูกกับหน้าผากชัดเจน เมื่อมองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตา

นอกจากหน้าตาที่น่ารักแล้ว ยังเป็นแมวที่มีอุปนิสัยอ่อนโยน เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีความร่าเริงซุกซน ปีนป่ายไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อหาของมากัดเล่น ช่างประจบประแจง และเป็นแมวที่มีไหวพริบมากทีเดียว

         💕 การเลี้ยงดูแมวเปอร์เซีย


เมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงแมวพันธุ์นี้แล้ว จงพึงระลึกไว้เสมอว่า การดูแลขนของแมวเปอร์เซียเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ผู้เลี้ยงต้องหมั่นทำความสะอาด โดยการแปรงและสางขนแมวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการเกิดขนพันกัน ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค รวมทั้งพยาธิต่าง ๆ ที่จะเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังอักเสบและเป็นที่อยู่ของเห็บหมัดอีกด้วย

          ส่วนในเรื่องของอาหารการกินนั้น ควรเลือกอาหารที่ช่วยให้ทางเดินอาหารของแมวไม่อุดตัน เนื่องจากแมวเปอร์เซียจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเลียทำความสะอาดขน อันเป็นสาเหตุในการกินหรือกลืนเส้นขนเข้าไปเป็นจำนวนมาก หากเส้นขนไปรวมตัวกันในช่องท้อง จะทำให้แมวเปอร์เซียมีอาการสำรอกหรือเกิดปัญหาของระบบย่อยอาหารได้



2. แมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์ (American Shorthair)

 แมวสายพันธุ์อเมริกาที่สืบเชื้อสายมาจากประเทศในแถบยุโรป และแพร่พันธุ์มายังอเมริกา เมื่อสมัยที่ชาวยุโรปเดินทางไปแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ โดยพวกเขาได้นำแมวอเมริกันชอร์ตแฮร์ ติดเรือไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้หนูทำลายข้าวของ และได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ในเวลาต่อมา จนกระทั่งกลายเป็นแมวพื้นเมืองขนสั้นของอเมริกาไปในที่สุด

          💕 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์

  สำหรับรูปร่างของแมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์ มีขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โครงสร้างลำตัวโต มีกล้ามเนื้อแข็งแรง มองเห็นชัดเจน อกใหญ่ ขาใหญ่ ใบหูมีขอบเป็นทรงกลมมน ส่วนหัวมีลักษณะรูปไข่ ดวงตากลมโตเป็นสีเขียวมรกต มีลักษณะสีขน และรูปร่างมากกว่า 80 แบบ

         ส่วนอุปนิสัยของอเมริกัน ชอร์ตแฮร์ พบว่า เป็นแมวที่ช่างสงสัย นิสัยร่าเริง ชอบเล่น มีเสน่ห์ แต่จะฝึกค่อนข้างยาก ดังนั้นหากเป็นไปได้ เจ้าของควรจะคลุกคลีและอยู่กับแมวให้มาก ๆ


        💕  การเลี้ยงดูแมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์



         ปัญหาของแมวพันธุ์อเมริกันขนสั้นส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อราและเป็นหวัดง่าย ถ้าหากเจ้าของให้การดูแลไม่ดีก็จะเลี้ยงลำบาก ฉะนั้นเจ้าของควรพาแมวไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนเป็นประจำ ส่วนปัญหาเรื่องขนร่วงมีน้อยมาก โดยจะร่วงเฉพาะในช่วงเวลาผลัดขนปีละ 2 ครั้งเท่านั้น



3. แมวสก็อตติช โฟลด์ (Scottish Fold)

          Susie เป็นแมวพันธุ์สก็อตติช โฟลด์ ตัวแรกที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1961 ที่ประเทศสก็อตแลนด์ แต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบชื่อสายพันธุ์ที่แท้จริง เนื่องจากลักษณะของ Susie มีใบหูพับ และยังมีใบหน้าที่คล้ายกับนกฮูก ซึ่งหลังจากที่ Susie ให้กำเนิดลูกแมวน้อยหูพับ 2 ตัว William Ross ชายเลี้ยงแกะ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบคนแรกก็ได้นำลูกแมวตัวเมียไปเลี้ยง หลังจากที่ลูกแมวตัวนั้นโตขึ้น จึงนำไปผสมพันธุ์กับ บริติช ชอร์ตแฮร์ จนกลายเป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์นี้ และได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องที่รับรองโดย The Governing Council of the Cat Fancy ของประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1966

           💕 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวสก็อตติช โฟลด์

          แมวสายพันธุ์นี้แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบขนสั้นกับแบบขนยาว โดยทั้ง 2 แบบจะมีลักษณะตัวกลม หัวกลม มีช่วงคอสั้น ดวงตากลมใหญ่ และมีหูตั้งตรงขนาดกลาง ไปจนถึงหูพับขนาดเล็กที่มีมุมพับกว้าง ปลายหูส่วนใหญ่จะกลม หูของลูกแมวจะเริ่มพับในช่วง 2-3  อาทิตย์แรก จมูกสันโค้งกว้างรับกับดวงตา ซึ่งบางตัวมีปากโค้งได้รูปรับกับคางพอดี จึงเป็นที่มาของสมญานามว่า Smiling Cat หรือ แมวยิ้ม นั่นเอง

          แมวพันธุ์สก็อตติช โฟลด์ เป็นแมวที่ไม่ค่อยส่งเสียง และชอบทำกิจกรรมในระดับปานกลาง พวกมันชอบที่จะเล่น เฉพาะเวลาที่มีเจ้าของมาร่วมเล่นด้วย บางตัวอาจไม่ชอบนอนบนตัก โดยเลือกที่จะอยู่ใกล้ ๆ กับเจ้าของแทน

          💕 การเลี้ยงดูแมวสก็อตติช โฟลด์

         การดูแลแมวสก็อตติช โฟลด์ ค่อนข้างง่าย แค่หมั่นแปรงขน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์สำหรับแบบขนสั้น แต่อาจจะต้องเพิ่มการดูแลมากขึ้นหากเลือกที่จะเลี้ยงแบบขนยาว โดยเฉพาะบริเวณใบหูของแมว ควรหมั่นทำความสะอาดบ่อยครั้ง พอ ๆ กับการแปรงขน และโดยทั่วไป แมวพันธุ์นี้ส่วนใหญ่มีร่างกายที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าเป็นห่วงนัก





4. แมววิเชียรมาศ (Siamese)

          แมวไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดีในชื่อ Siamese Cat หรือ แมวสยาม หนึ่งในต้นตระกูลของแมวไทยที่ถูกนำไปปรับปรุงจนเกิดแมวไทยอีกหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งตามตำนานสมุดข่อยได้กล่าวไว้ว่า หากใครได้เลี้ยงแมววิเชียรมาศ จะได้เป็นขุนนาง เพราะถือว่าแมววิเชียรมาศเป็นแมวลาภ อีกทั้งในอดีตยังเป็นแมวที่เลี้ยงกันในวังเป็นส่วนใหญ่ด้วย

          💕 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมววิเชียรมาศ

         เนื่องจากแมววิเชียรมาศเป็นแมวที่มีแต้มสีน้ำตาลเข้ม 9 จุดอยู่บนตัว ได้แก่ ที่ปลายเท้าทั้งสี่ ปลายหูทั้งสอง ปลายหาง บนจมูก และที่อวัยวะเพศ ดังนั้นจึงถูกคนเข้าใจผิดบ่อย ๆ ว่า เป็นแมวเก้าแต้ม แต่ที่จริงแล้ว แมวเก้าแต้มเป็นชื่อของแมวไทยอีกชนิดหนึ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

         ทั้งนี้ ไม่ว่าจะนำแมววิเชียรมาศไปผสมกับแมวพันธุ์อะไรก็ตาม ก็จะได้สีแต้มตามแบบ แต่แตกต่างกันในเรื่องของรูปร่างและอุปนิสัย อีกทั้งเมื่ออายุมากขึ้น สีแต้มก็จะเข้มขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้อาจจะมีสีแต้มที่แปลกแยกออกไป เช่น แต้มสีเทา สีแดง และสีกลีบบัว

          ส่วนอุปนิสัยของแมววิเชียรมาศก็คล้ายคลึงกับแมวไทยทั่วไป คือ มีความฉลาด คล่องแคล่ว ปราดเปรียวเหมือนกับรูปร่าง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ก็สุภาพเรียบร้อย แม้ว่าภายนอกของแมววิเชียรมาศจะดูรักสันโดษ แต่ความจริงแล้วกลับไม่ชอบอยู่ตามลำพัง ดังนั้นมันจึงเป็นแมวขี้อ้อน ประจบประแจงเก่ง

           💕 การเลี้ยงดูแมววิเชียรมาศ

          ตอนกลางวันควรให้แมวอยู่อย่างอิสระในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ ตอนกลางคืนควรขังรวมกันไว้ในกรง กรงแมวต้องมีขนาดใหญ่ การเลี้ยงแมวในบ้าน แมวจะชอบขับถ่ายในที่ที่มีกลิ่นเหม็นหรือเป็นจุดอับ หากต้องการให้แมวขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ควรเตรียมกระบะทรายไว้ในบ้านด้วย แต่ที่ต้องระวังคือแมวตัวผู้ที่โตแล้ว มักจะขับถ่ายไม่เลือกที่





5. แมวโคราช (Korat)

          แมวพันธุ์นี้มีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แมวมาเลศ แมวดอกเลา หรือแมวสีสวาด เป็นหนึ่งใน 17 แมวมงคลของไทย ที่ได้รับพระราชทานชื่อมาจาก สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5 ตามแหล่งกำเนิดของแมวพันธุ์นี้ ซึ่งพบใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ชื่อเสียงของแมวโคราชโด่งดังไปทั่วโลก หลังจากชนะเลิศงานประกวดประจำปีที่สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1966

          💕 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวโคราช

          ลักษณะของแมวโคราชจะมีขนเรียบ โคนขนสีเทาขุ่น ๆ ส่วนปลายขนเป็นสีเงินประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว หรือผมหงอก และเป็นสีเช่นนี้ตลอดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดปลายหาง สำหรับใบหน้าหากมองดูจากด้านหน้าจะเห็นเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบน หูตั้ง ปลายหูมน โคนหูใหญ่ สำหรับแมวตัวผู้บริเวณหน้าผากจะมีรอยหยักทำให้เห็นเป็นรูปหัวใจเด่นชัดมากขึ้น ผิวหนังที่บริเวณจมูกและริมฝีปาก จะเป็นสีเงินหรือม่วงอ่อน

         💕  การเลี้ยงดูแมวโคราช

          โดยปกติแล้วแมวโคราชจะมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 ปี ซึ่งวิธีการดูแลเหมือนแมวไทยทั่วไป แต่ควรใส่ใจเรื่องการถ่ายพยาธิและการฉีดวัคซีนมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการฉีดวัคซีน 3 ชนิดต่อปีให้ครบถ้วน ซึ่งประกอบไปด้วย วัคซีนป้องกันหัดแมว ลูคีเมีย และพิษสุนัขบ้า




6. แมวขาวมณี (Khao Manee)

         สำหรับแมวขาวมณีไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาอย่างชัดเจน รู้เพียงว่า เริ่มพบเห็นมากในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแมวที่ติดมากับเรือสำเภาของพ่อค้าจีน ที่เลี้ยงไว้จับหนูบนเรือ แต่เนื่องจากสีขาวเป็นสีที่ดูสะอาดและเป็นสีมงคลสำหรับคนไทย ดังนั้นแมวขาวมณีจึงกลายเป็นแมวบ้านนับจากนั้นเป็นต้นมา และที่สำคัญแมวพันธุ์นี้ยังเป็นแมวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษด้วย

         💕 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวขาวมณี



          เอกลักษณ์ของแมวขาวมณี นอกจากจะมีขนสีขาวปลอดทั่วทั้งตัวแล้ว นัยน์ตาทั้ง 2 ข้างของแมวขาวมณียังแตกต่างไปจากแมวไทยพันธุ์อื่น โดยมีทั้งนัยน์ตาสีฟ้า สีเหลืองอำพัน และตา 2 สี ลักษณะมาตรฐานของแมวขาวมณี หัวจะต้องกลมใหญ่คล้ายรูปหัวใจ จมูกสั้น หูตั้งใหญ่ โคนหางใหญ่ แต่มีปลายแหลมชี้ตรง และต้องเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว ส่วนเสน่ห์ของแมวขาวมณีนั้น นอกจากขนสีขาวเนียนสนิท มันยังเป็นแมวที่ช่างประจบประแจง ขี้อ้อน ชอบเข้ามาคลอเคลีย และจะคอยสังเกตเจ้าของตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม

         💕 การเลี้ยงดูแมวขาวมณี

          ส่วนมากมักจะนิยมเลี้ยงแมวขาวมณีแบบเป็นคู่ เพื่อให้พวกมันพลัดกันเลียขนเพื่อทำความสะอาด แมวพันธุ์นี้เป็นแมวเชื่อง และเชื่อฟังคำสั่งเจ้าของ จึงเหมาะกับการเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาได้ดีเลยทีเดียว




 7. แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ (British Shorthair)

          แมวท้องถิ่นสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดบนเกาะอังกฤษ ซึ่งเล่ากันว่าบรรพบุรุษของพวกมันมาจากแมวที่ชาวโรมันเอามาเลี้ยงเมื่อ 2,000 ปีก่อน และเป็นแมวที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศต้นกำเนิดและประเทศอื่น ๆ แถบยุโรปจนถึงยุคปัจจุบัน เนื่องจากมันเป็นแมวที่มีความเฉลียวฉลาด จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฝึกสัตว์ เพื่อใช้ในการโฆษณาทางโทรทัศน์หรือเข้าฉากในภาพยนตร์ของฮอลลีวูด

         💕  ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวบริติช ชอร์ตแฮร์

         แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ เป็นแมวที่มีลักษณะกะทัดรัด สมดุลดี แข็งแรง หน้าอกเต็มและกว้าง ขาสั้น อุ้งเท้ากลม หางหนาและกลม หัวกลมรับกับใบหูขนาดเล็ก คอสั้น แก้มยุ้ย คางหนา ดวงตากลมโต จมูกค่อนข้างสั้น ขนหนาและสั้น มีอายุเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปี

         ส่วนอุปนิสัยของแมวพันธุ์นี้ค่อนข้างนิ่งสงบกว่าแมวพันธุ์อื่น ๆ เดาทางได้ง่าย เนื่องเป็นมิตรกับผู้คนรวมถึงสัตว์ชนิดอื่น ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ค่อยพบเห็นแมวสายพันธุ์นี้ส่งเสียงรบกวน แสดงอาการก้าวร้าว หรือทำลายสิ่งของให้เห็น

        💕 การเลี้ยงดูแมวบริติช ชอร์ตแฮร์

         แมวบริติช ชอร์ตแฮร์เป็นแมวที่ดูแลง่าย แต่ควรเลี้ยงในบ้าน นอกจากนี้บริติช ชอร์ตแฮร์ อาจเป็นแมวที่มีพัฒนาการการเจริญเติบโตช้าอยู่สักหน่อย แต่ความสมบูรณ์และความสวยงามของมันจะอยู่คู่กับแมวไปตลอดเกือบชั่วอายุขัยเลยทีเดียว


8. แมวเอ็กโซติก (Exotic)

          แมวหน้าบูด จมูกหัก แต่น่ารักไม่แพ้ใคร เพราะสืบเชื้อสายมาจากแมว 2 สายพันธุ์ ระหว่างแมวเปอร์เซียกับแมวอเมริกัน ช็อตแฮร์ จนกลายมาเป็นแมวเอ็กโซติก หลากหลายรูปแบบ อาทิ  Exotic Blue Tabby, Exotic Red Tabby, Exotic Cream Tabby เป็นต้น

         💕  ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเอ็กโซติก

          ลักษณะทั่วไปของแมวเอ็กโซติกเหมือนกับแมวเปอร์เซียทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะหัวกลม กะโหลกใหญ่ ใบหูเล็กกลม จมูกหักเล็กน้อย ยกเว้นเส้นขนสั้น ๆ ที่หนานุ่มคล้ายกับกำมะหยี่ อันเป็นสัญลักษณ์ของแมวสายพันธุ์นี้

          ส่วนเรื่องอุปนิสัยก็แทบไม่มีแตกต่างจากแมวเปอร์เซียเลย เพราะแมวเอ็กโซติกเป็นแมวที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ไม่ค่อยหงุดหงิด และมีความอดทนสูง ดังนั้นคุณแทบจะไม่ได้ยินเสียงร้องของแมวพันธุ์นี้แน่นอน หากมันต้องการความสนใจขึ้นมา ก็จะทำแค่นั่งอยู่หน้าคุณ กระโดดมานั่งบนตัก หรือเอาจมูกชื้น ๆ ของมันมาแตะที่หน้าคุณเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่า แมวพันธุ์เอ็กโซติกบางตัวอาจจะชอบนั่งอยู่บนไหล่และกอดคุณเวลาคุณเล่นด้วย

         💕  การเลี้ยงดูแมวเอ็กโซติก

          ใครที่อยากเลี้ยงแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลขน แมวพันธุ์เอ็กโซติกก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมันเป็นแมวที่เหมาะกับการเลี้ยงไว้ในบ้าน ที่สำคัญขนอันสวยงามของแมวพันธุ์นี้ ยังต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่าแมวเปอร์เซียทั่ว ๆ ไป เพราะไม่ค่อยจับตัวเป็นก้อนหรือพันกันยุ่งเหยิงอีกด้วย



9. แมวเมนคูน (Main Coon)

          ถึงแม้แมวเมนคูนจะมีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าแมวปกติ แต่มันกลับเป็นพี่ใหญ่ใจดี จนได้รับสมญานามว่า Gentel Giant ชื่อของแมวสายพันธุ์นี้ มีที่มาจากรัฐเมน (Maine) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมัน ส่วนคำว่า คูน (Coon) มาจากคำบอกเล่าของชาวพื้นเมืองที่กล่าวว่า แมวบ้านเผลอไปกุ๊กกิ๊กกับตัวแรคคูน (Raccoon) จนมีการจับ 2 คำนี้มารวมกัน กลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า เมนคูน (Main Coon)

         💕  ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเมนคูน

          ลักษณะเด่นของแมวพันธุ์เมนคูน คือ รูปร่างที่สมส่วน ดูสง่างาม และให้ความรู้สึกที่มั่นคงแข็งแรง หากเป็นแมวโตเต็มที่ ร่างกายของมันจะมีความยาวตั้งแต่หัวจรดปลายหางประมาณ 1 เมตร น้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 12-15 กิโลกรัม ถึงแมวเมนคูนจะมีโครงสร้างใหญ่ ใบหน้าเหมือนกับแมวป่า มีแผงคอคล้ายสิงโต แถมบริเวณปลายหูยังมีเส้นขนงอกออกมา แต่มันกลับมีนิสัยขี้อ้อน ขี้เล่น ร่าเริง ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยเจริญพันธุ์

         💕   การเลี้ยงดูแมวเมนคูน

          อายุขัยของแมวพันธุ์อยู่ที่ราว ๆ 15 ปี เหมือนแมวทั่วไป แต่เนื่องจากร่างกายที่ค่อนข้างใหญ่โต การให้อาหารแบบแมวทั่วไปอาจไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ดังนั้นเจ้าของควรเสริมด้วยเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้กับมัน

          ส่วนขนของแมวเมนคูนค่อนข้างหวีง่าย เนื่องจากเป็นแมวกึ่งขนยาว จึงไม่มีปัญหาขนพันกันแบบแมวเปอร์เซีย เพียงแต่ควรจะอาบน้ำให้มันอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง และหลังการอาบน้ำทุกครั้ง ควรจะเช็ดพร้อมกับเป่าขนให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันโรคเชื้อราบนผิวหนัง





 10. แมวเบงกอล (Bengal)

          แมวเบงกอลเป็นแมวที่มีลวดลายสวยงาม คล้ายลูกเสือดาวตัวน้อย ๆ คาดกันว่า แมวเบงกอลเกิดจาการผสมพันธุ์ระหว่างแมวดาวกับแมวบ้านสายพันธุ์อียิปต์เชียนมัวร์ (Egyptian Mau) ซึ่งเป็นแมวอียิปต์โบราณ ที่มีโครงสร้างเป็นลายจุด ลักษณะคล้ายแมวป่า โดยถูกนำมาพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยฝีมือของ Jean Mills หญิงสาวชาวอเมริกัน ที่หลงใหลคลั่งไคล้ในลวดลายของแมวป่า พร้อมกับตั้งชื่อของมันตามชื่อวิทยาศาสตร์ของแมวป่าที่เรียกกันว่า Felis Bengolensis

         💕  ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเบงกอล

          แมวเบงกอลเป็นแมวขนาดปานกลางถึงค่อนข้างใหญ่ หัวมีความยาวมากกว่าความกว้าง  เช่นเดียวกับรูปร่างที่มีลักษณะเพรียวยาว เห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจนคล้ายแมวป่า เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่า ช่วงสะโพกมีความสูงกว่าหัวไหล่ ปลายหางชี้ลง ใบหูกลมสั้น ตารูปไข่ มีช่วงปากกับจมูกกลมกว่าแมวบ้าน และมีจุดเด่นอยู่ที่ลายขนคล้ายแมวป่า หรือที่เรียกกันว่า ลายหินอ่อน

          ถึงแม้แมวเบงกอลจะสืบสายพันธุ์มาจากแมวป่า แต่พวกมันกลับมีนิสัยน่ารักไม่ดุร้ายอย่างที่คิด แถมยังเป็นมิตรกับทุกคนเสียด้วย นอกจากนี้แมวเบงกอลยังเป็นแมวที่ซุกซน เพราะชอบวิ่งไล่สิ่งของต่าง ๆ รวมทั้งชอบปีนป่ายขึ้นที่สูงอยู่เป็นประจำ ที่สำคัญแมวพันธุ์นี้ชอบเล่นน้ำเอามาก ๆ ด้วย

        💕   การเลี้ยงดูแมวเบงกอล

          การเลี้ยงดูแมวเบงกอลก็เหมือนกับการดูแลแมวทั่วไป แต่ถ้าอยากให้มันมีสุขภาพดีและมีขนที่สวยงาม ควรใส่ใจในเรื่องอาหารเป็นพิเศษ โดยต้องเพิ่มเมนูเนื้อวัวสดจากอาหารที่กินเป็นประจำ ซึ่งเนื้อสดที่ให้ก็ต้องผ่านการเก็บรักษาด้วยการแช่แข็ง เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรากับแบคทีเรีย และห้ามให้เนื้อไก่หรือเนื้อหมูโดยเด็ดขาด